Skip to content
Facebook-f Youtube Line

เปิดทำการ: จันทร์ - ศุกร์: 8:30น. - 17:30น.

  • เกี่ยวกับเรา
    • ข้อมูลบริษัท
    • ลูกค้าของเรา
    • ตัวแทนจำหน่าย
    • ใบรับรอง
  • ติดต่อเรา
  • บริการ
  • สินค้า
  • คอร์สอบรม
  • โซลูชัน
  • บทความข่าวสาร
  • ผลงาน

สั่งสินค้าออนไลน์

เมนู
  • บริการ
  • สินค้า
  • คอร์สอบรม
  • โซลูชัน
  • บทความข่าวสาร
  • ผลงาน
  • บริการ
  • สินค้า
  • คอร์สอบรม
  • โซลูชัน
  • บทความข่าวสาร
  • ผลงาน
แอดไลน์

สั่งสินค้าออนไลน์

สั่งสินค้าออนไลน์

แอดไลน์

RAID คืออะไร? RAID 0 vs 1 vs 5 vs 6 vs 10 เลือกแบบไหนดี?

  • หน้าแรก
  • บทความข่าวสาร
  • RAID คืออะไร? RAID 0 vs 1 vs 5 vs 6 vs 10 เลือกแบบไหนดี?
  • administrator
  • 22 มีนาคม 2026
  • 23:23 น.
Facebook
LINE
Twitter
Pinterest
RAID 0/1/5/6/10 - เลือกแบบไหนดี? | CYN Communication

RAID คืออะไร? RAID 0 vs 1 vs 5 vs 6 vs 10 เลือกแบบไหนดี? คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ Synology และ QNAP อย่างมืออาชีพ

diagram raid comparison

ในยุคที่ข้อมูล (Data) เป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กรและบุคคลทั่วไป การจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้รวดเร็ว จึงกลายเป็นหัวใจหลักของระบบ IT ทุกประเภท หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคือ RAID (Redundant Array of Independent Disks) หรือแปลว่า “ชุดไดรฟ์ที่ไม่ขึ้นต่อกันแบบซ้ำซ้อน”

RAID คือเทคนิคการจัดเรียงไดรฟ์ฮาร์ดดิสก์หลายตัวให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูล (Performance) หรือเพิ่มความทนทานต่อความเสียหายของไดรฟ์ (Fault Tolerance) ขึ้นอยู่กับระดับ (Level) ที่เลือกใช้ โดยแต่ละระดับมีกลไกการทำงาน ข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกทุกระดับของ RAID ตั้งแต่ RAID 0 จนถึง RAID 10 โดยอธิบายอย่างละเอียดทั้งด้านเทคนิค ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการนำไปใช้งานจริง โดยเฉพาะในบริบทของผู้ใช้ Synology NAS และ QNAP NAS ที่เป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย พร้อมเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีเฉพาะของแต่ละแบรนด์ เช่น SHR (Synology Hybrid RAID) และ RAID แบบไม่จำเป็นต้องเท่ากัน (Non-uniform RAID) ที่ QNAP นำเสนอ

RAID คืออะไร? หลักการทำงานเบื้องต้น

RAID ทำงานโดยการแบ่งข้อมูล (Data Striping) หรือการสำรองข้อมูล (Mirroring) ไปยังไดรฟ์หลายตัวพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับระดับที่เลือก ตัวอย่างเช่น:

  • Data Striping คือ การแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย (Stripes) แล้วกระจายไปยังไดรฟ์หลายตัวพร้อมกัน เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่าน/เขียน
  • Data Mirroring คือ การสำรองข้อมูลเดียวกันไปยังไดรฟ์หลายตัว เพื่อให้ข้อมูลยังคงอยู่ได้หากไดรฟ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย
  • Parity คือ ข้อมูลสำรองที่ใช้คำนวณเพื่อฟื้นฟูข้อมูลเมื่อเกิดความเสียหาย โดยจะถูกจัดเก็บแยกต่างหากหรือกระจายไปยังไดรฟ์ต่าง ๆ

RAID แต่ละระดับจึงมีการผสมผสานกลไกเหล่านี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และจำนวนไดรฟ์ขั้นต่ำที่ต้องใช้

RAID 0: ความเร็วสูงสุด แต่ไม่มีความทนทาน

RAID 0 หรือ Striping เป็นระดับที่เน้นเพียงด้านความเร็ว โดยไม่มีการสำรองข้อมูลหรือการป้องกันความเสียหายใด ๆ

หลักการทำงาน

ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ (Stripes) แล้วกระจายไปยังไดรฟ์ทุกตัวพร้อมกัน ทำให้การอ่าน/เขียนข้อมูลเกิดขึ้นพร้อมกันทุกไดรฟ์ จึงได้ความเร็วสูงสุด

ข้อดี

  • ความเร็วในการอ่าน/เขียนสูงมาก (Performance ดีที่สุดในทุกระดับ)
  • ใช้พื้นที่ได้เต็ม 100% ไม่มีการสูญเสียพื้นที่สำรอง
  • เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น Video Editing, 3D Rendering, Database Temp Storage

ข้อเสีย

  • ไม่มีความทนทาน (No Fault Tolerance)
  • หากไดรฟ์ใดเสีย ข้อมูลทั้งหมดจะสูญหายทันที
  • ต้องใช้ไดรฟ์ขั้นต่ำ 2 ตัว

ความเร็วและประสิทธิภาพ (สเปคจริง)

ในสภาพแวดล้อม Synology DS923+ หรือ QNAP TS-453D ที่ใช้ HDD SATA 7200 RPM ความเร็วอ่าน/เขียนของ RAID 0 อาจสูงถึง 1,200 – 1,500 MB/s ขึ้นอยู่กับจำนวนไดรฟ์และประสิทธิภาพของ Controller

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความเร็วสูงสุด แต่ยอมรับความเสี่ยง เช่น ผู้ใช้ที่ใช้ NAS เป็นแค่ “Cache Drive” หรือ “Temporary Workspace” ไม่ใช่ที่จัดเก็บข้อมูลสำคัญถาวร

RAID 1: ความปลอดภัยสูง แต่ใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่ง

RAID 1 หรือ Mirroring เป็นการสำรองข้อมูลทุกบล็อกไปยังไดรฟ์อีกตัวหนึ่งอย่างสมบูรณ์

หลักการทำงาน

ทุกข้อมูลที่เขียนไปยังไดรฟ์ตัวหนึ่ง จะถูกสำรองไปยังอีกไดรฟ์หนึ่งพร้อมกัน ทำให้ทั้งสองไดรฟ์มีข้อมูลเหมือนกันทุกประการ

ข้อดี

  • ความทนทานสูงมาก (Fault Tolerance 1 drive)
  • สามารถกู้คืนข้อมูลได้ทันทีหากไดรฟ์เสีย
  • อ่านข้อมูลได้เร็ว (อ่านจากไดรฟ์ใดก็ได้)

ข้อเสีย

  • ใช้พื้นที่ได้เพียงครึ่งหนึ่ง (เช่น 2x 4TB = 4TB ใช้งานได้)
  • เขียนข้อมูลช้ากว่า RAID 0 เพราะต้องเขียนทั้งสองไดรฟ์พร้อมกัน
  • ต้องใช้ไดรฟ์ขั้นต่ำ 2 ตัว

ความเร็วและประสิทธิภาพ

ความเร็วอ่านอาจสูงถึง 600 – 800 MB/s ขึ้นอยู่กับไดรฟ์และระบบควบคุม แต่ความเร็วเขียนจะลดลงประมาณ 30–40% เมื่อเทียบกับ RAID 0

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด เช่น ระบบสำรองข้อมูล (Backup), ระบบจัดเก็บเอกสารสำคัญ, หรือผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่สามารถทำงานต่อได้ทันทีหากไดรฟ์เสีย

RAID 5: สมดุลระหว่างความเร็ว ความปลอดภัย และพื้นที่

RAID 5 ใช้กลไก Striping + Parity เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้หากไดรฟ์เสีย 1 ตัว

หลักการทำงาน

ข้อมูลถูกแบ่งเป็น Stripes แล้วกระจายไปยังไดรฟ์ทุกตัว โดย Parity ถูกกระจายไปยังทุกไดรฟ์ (ไม่ใช่เฉพาะไดรฟ์เดียว) เพื่อป้องกันความเสียหาย

ข้อดี

  • ทนทานต่อการเสียไดรฟ์ 1 ตัว
  • ใช้พื้นที่ได้ประมาณ 90% ของไดรฟ์ทั้งหมด (เช่น 3x 4TB = ~8TB ใช้งานได้)
  • ความเร็วอ่านดี ความเร็วเขียนปานกลาง

ข้อเสีย

  • เขียนข้อมูลช้ากว่า RAID 0 และ RAID 1 เนื่องจากต้องคำนวณ Parity
  • หากไดรฟ์เสีย 1 ตัว ระบบจะทำงานได้ช้าลงมาก (Degraded Mode)
  • หากเสียไดรฟ์อีกตัวขณะอยู่ในสถานะ Degraded ข้อมูลจะสูญหายทันที
  • ต้องใช้ไดรฟ์ขั้นต่ำ 3 ตัว

ความเร็วและประสิทธิภาพ (สเปคจริง)

ใน Synology DS923+ หรือ QNAP TS-453D ที่ใช้ HDD 4TB 7200 RPM ความเร็วอ่านอาจอยู่ที่ 700 – 900 MB/s และความเร็วเขียนประมาณ 400 – 600 MB/s ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและระบบ

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการสมดุลระหว่างความเร็ว ความปลอดภัย และการใช้พื้นที่ เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูลทั่วไป ระบบแชร์ไฟล์ในองค์กรขนาดกลาง หรือระบบสำรองข้อมูลระยะยาว

RAID 6: ทนทานสูงสุด รองรับการเสียไดรฟ์ 2 ตัว

RAID 6 คือ RAID 5 ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มความทนทาน โดยใช้ Parity สองชุด (Dual Parity)

หลักการทำงาน

ใช้กลไก Striping + Dual Parity ซึ่งสามารถกู้คืนข้อมูลได้หากเสียไดรฟ์ได้ถึง 2 ตัวพร้อมกัน

ข้อดี

  • ทนทานต่อการเสียไดรฟ์ 2 ตัว
  • ปลอดภัยสูงสุดในระดับ RAID ทั่วไป
  • เหมาะกับระบบที่ต้องการความมั่นคงสูง เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูลระยะยาว, ระบบสำรองข้อมูลหลัก

ข้อเสีย

  • ใช้พื้นที่ได้ประมาณ 80% ของไดรฟ์ทั้งหมด (เช่น 4x 4TB = ~12TB ใช้งานได้)
  • เขียนข้อมูลช้าที่สุดในทุกระดับเนื่องจากต้องคำนวณ Parity สองชุด
  • ต้องใช้ไดรฟ์ขั้นต่ำ 4 ตัว

ความเร็วและประสิทธิภาพ

ความเร็วอ่านอยู่ที่ 600 – 800 MB/s และความเร็วเขียนประมาณ 300 – 500 MB/s ขึ้นอยู่กับ CPU และ Controller

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความมั่นคงสูงสุด เช่น โรงพยาบาล, สถาบันการศึกษา, บริษัทที่ต้องจัดเก็บข้อมูลสำคัญเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อใช้ HDD ขนาดใหญ่ (8TB, 12TB, 18TB) ที่มีเวลาการกู้คืนข้อมูลนาน

RAID 10: ความเร็วสูง + ความทนทานสูง แต่ใช้พื้นที่น้อย

RAID 10 หรือ RAID 1+0 เป็นการรวม RAID 1 และ RAID 0 เข้าด้วยกัน โดยแบ่งไดรฟ์เป็นกลุ่มย่อย (Mirrors) แล้ว Striping ระหว่างกลุ่ม

หลักการทำงาน

ตัวอย่าง: ใช้ 4 ไดรฟ์ → แบ่งเป็น 2 คู่ (Pair) แต่ละคู่ Mirror กัน (RAID 1) แล้ว Striping ระหว่างคู่ (RAID 0)

ข้อดี

  • ความเร็วสูงมาก (ใกล้เคียง RAID 0)
  • ทนทานต่อการเสียไดรฟ์ 1 ตัวในแต่ละคู่
  • สามารถกู้คืนข้อมูลได้ทันทีหากไดรฟ์เสีย

ข้อเสีย

  • ใช้พื้นที่ได้เพียงครึ่งหนึ่ง (เช่น 4x 4TB = 8TB ใช้งานได้)
  • ต้องใช้ไดรฟ์ขั้นต่ำ 4 ตัว
  • หากเสียไดรฟ์ทั้งสองในคู่เดียวกัน ข้อมูลจะสูญหาย

ความเร็วและประสิทธิภาพ

ความเร็วอ่าน/เขียนสามารถสูงถึง 1,000 – 1,400 MB/s ขึ้นอยู่กับจำนวนไดรฟ์และประสิทธิภาพของ Controller

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการทั้งความเร็วและความทนทาน เช่น ระบบ Database, ระบบ Virtualization, ระบบ Video Streaming ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด

Synology SHR vs QNAP RAID: เทคโนโลยีเฉพาะของแต่ละแบรนด์

ทั้ง Synology และ QNAP ไม่ได้จำกัดเฉพาะ RAID แบบดั้งเดิม แต่พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะของตัวเองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพ

Synology SHR (Synology Hybrid RAID)

  • รองรับไดรฟ์ขนาดต่างกัน (เช่น 2TB + 4TB + 6TB)
  • อัตโนมัติในการจัดการ RAID โดยไม่ต้องเลือกระดับ
  • ใช้ RAID 1 หรือ RAID 5 ขึ้นอยู่กับจำนวนไดรฟ์
  • รองรับการเพิ่มไดรฟ์ในอนาคตได้ทันที
  • เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ต้องการจัดการ RAID แบบซับซ้อน

QNAP RAID (Non-uniform RAID)

  • รองรับไดรฟ์ขนาดต่างกันได้โดยไม่ต้องใช้ RAID แบบเดิม
  • สามารถตั้งค่า RAID แบบไม่เท่ากัน (เช่น 2x 4TB + 1x 6TB)
  • ใช้กลไก Parity แบบยืดหยุ่น
  • เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ไดรฟ์ที่มีขนาดต่างกันเพื่อประหยัดต้นทุน

สรุป: เลือก RAID แบบไหนดี?

การเลือก RAID ขึ้นอยู่กับเป้าหมายหลักของผู้ใช้ ดังนี้:

  1. ต้องการความเร็วสูงสุด ไม่สนใจความปลอดภัย → RAID 0 (ใช้เฉพาะงานชั่วคราว)
  2. ต้องการความปลอดภัยสูงสุด ไม่สนใจพื้นที่ → RAID 1 (เหมาะกับข้อมูลสำคัญ)
  3. ต้องการสมดุลระหว่างความเร็ว ความปลอดภัย และพื้นที่ → RAID 5 (เหมาะกับระบบทั่วไป)
  4. ต้องการความทนทานสูงสุด ใช้ไดรฟ์ขนาดใหญ่ → RAID 6 (เหมาะกับองค์กร)
  5. ต้องการทั้งความเร็วและความทนทาน → RAID 10 (เหมาะกับงานหนัก)

สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความยืดหยุ่นและง่ายต่อการจัดการ แนะนำให้ใช้ Synology SHR หรือ QNAP Non-uniform RAID เพื่อรองรับไดรฟ์ขนาดต่างกันได้ทันที

ติดต่อ CYN Communication ผู้นำด้าน NAS และ Storage ในประเทศไทย

หากคุณกำลังมองหา NAS ที่เหมาะสมกับธุรกิจ

Prevย้อนกลับNAS สำหรับ Content Creator: Synology vs QNAP รุ่นไหนเหมาะกับงาน Video
ถัดไป10GbE NAS: ทำไมองค์กรต้องอัพเกรดเป็นเครือข่าย 10 GigabitNext

CYN

CYN COMMUNICATION CO.,LTD. จัดจำหน่าย ให้เช่า และบริการออกแบบติดตั้ง ระบบและอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค, บอร์ดแคส สตรีมมิ่ง, เซิร์ฟเวอร์ พร้อมให้บริการ Solution ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

Facebook-f Youtube Line

บริการ

  • เซิร์ฟเวอร์
  • ถ่ายทอดสด
  • อินเตอร์เน็ต
  • เน็ตเวิร์ค
  • ประชุม & สัมนาออนไลน์
  • กล้องวงจรปิด

สินค้า

  • Peplink
  • Ruijie
  • Reyee
  • Engenius
  • Blackmagic
  • Synology

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • ร่วมงานกับเรา

ติดตามข่าวสาร

รับข่าวสารล่าสุดของเราส่งตรงไปยังกล่องจดหมายของคุณ

© 2022 cyn.co.th. All Rights Reserved.

  • ข้อกำหนดการใช้งาน
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว